จุดเช็คอินกรุงโรม ดินแดนที่หลายคนใฝ่ฝัน

จุดเช็คอินกรุงโรม เมืองหลวงของประเทศอิตาลี สิ่งที่ควรรู้กันไปเที่ยวมีอะไรบ้าง

จุดเช็คอินกรุงโรม หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า กรุงโรม (Rome) เป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลี ที่มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี ที่อยู่ในทวีปยุโรป ที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือ และส่วนมากอยู่ในซีกโลกตะวันออก ทางทิศเหนือ ติดกับมหาสมุทรอาร์กติก ทางทิศใต้ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางทิศตะวันออกติดกับ ทวีปเอเชีย ทางทิศตะวันตกติดกับ มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นอนุทวีปทางด้านตะวันตก ของทวีปยูเรเชีย

จุดเช็คอินกรุงโรม

อิตาลีเป็นอีกหนึ่งประเทศ เมืองหลวงอิตาลี ที่หลายคนใฝ่ฝันที่จะได้ไป หากได้ไปในแถบยุโรป สิ่งที่ทุกคนไม่ควรพลาดคือ การได้ไปตามสถานที่ยอดนิยมต่าง ๆ ของเมืองเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปสวย กับเมืองแห่งมนตร์เสน่ห์นี้ ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และอารยธรรม ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านศิลปะ และสถาปัตยกรรมมากมาย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ๆรวบรวมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไว้มากมาย

แต่ในตอนนี้ สถานการณ์โควิด-19 อาจจะไม่อำนวย ให้เราได้บิน ออกไปเที่ยวต่างประเทศ ในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่นี้ แล้วละก็ บทความนี้จะเป็นการแนะนำ ข้อมูลดี ๆ ให้ได้ศึกษากันไว้ก่อน หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดีขึ้นแล้ว หวังว่าคงได้ไปเที่ยวกันอย่างแน่นอน

ใครมีแพลนจะไปเที่ยวอิตาลี ต้องรู้สิ่งนี้

1. เป็นที่เที่ยวได้ทั้งปี อากาศดี๊ดีมากกกก….

อิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ ในทางตอนเหนือของประเทศ เช่น เมืองตูริน มิลาน และโบโลญญา จะค่อนข้างร้อนชึ้น ส่วนพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากเมืองฟลอเรนซ์จะเป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน อากาศทวีปยุโรป คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จุดเช็คอินกรุงโรม (แต่อุ่นในที่นี้ก็แอบเย็นๆ สำหรับคนไทยอยู่เหมือนกันนะ) แต่เมื่อถึงฤดูหนาว ในพื้นที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ส่วนภูมิภาคที่อยู่ริมทะเลจะมีอากาศไม่รุนแรงมาก จะมีความอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน

ประเทศอิตาลีมีถึง 4 ฤดูด้วยกัน ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง โดยฤดูหนาวจะมีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 0-12 °C และในฤดูร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 20-30 °C และอาจสูงกว่านี้ได้ในบางช่วง

2. สิ่งมหัศจรรย์ของโลกมารวมกันตรงนี้

หากพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกจากทั่วโลก ชื่อของ “หอเอนปิซา” (Pisa Tower) ต้องเป็นที่แรกๆ ที่คนกล่าวถึงแน่นอน โดยตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) เป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 55.86 เมตร น้ำหนักรวม 14,500 ตันโดยประมาณ มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร เนื่องด้วยความโดดเด่นของการเอนเอียงของหอเอนปิซาอันเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้ในปี ค.ศ. 1987 หอเอนปิซาได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกและ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย

สำหรับค่าเข้าชมในส่วนของ Tower คือ 18 ยูโร และเปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ โดยวันอังคารถึงวันอาทิตย์จะเปิดให้บริการในเวลา 10.00–18.00 น. หากเดินทางจากสถานีรถไฟหลักของเมืองคือ Pisa Centrale ให้ใช้รถบัสสาย 3 และ 4 หรือ Shuttle bus สาย A เพื่อเดินทางไปที่หอระฆัง หากไม่ได้เลือกพักในเมืองปิซา แต่อยากมาเยือนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้สักครั้ง ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น หากพักที่เมืองใกล้ๆ อย่างฟลอเลนซ์ อีกทั้งการเลือกทัวร์แบบครึ่งวันนี้ จะช่วยประหยัดเวลาในการเที่ยวได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวหลายเมือง แต่มีเวลาน้อยเป็นอย่างมาก

อีกหนึ่งสถานที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “สนามกีฬาโคลอสเซียม” (Colosseum) ตั้งอยู่ในกรุงโรม จุดเช็คอินกรุงโรม ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลม ที่นี่เป็นอดีตสนามประลองที่แสนโหดเหี้ยมของเหล่านักรบกลาดิเอเตอร์ (Gladiator) สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน ที่สำคัญแนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ใครไม่อยากพลาดและอยากได้บัตรฟาสแทรคไม่ต้องต่อคิว สามารถจองผ่านเว็บต่าง ๆ ที่เปิดรับจองได้

โคลอสเซียมเปิดให้บริการทุกวัน โดยจะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 8.30 น. ไปจนถึงเวลา 19.00 น. วิธีการเดินทาง สามารถเดินทางโดยรถไฟใต้ดินจากสถานี Termini line B มาที่สถานีพาราไมด์ (Piramide) ซึ่งอยู่ห่างจากโคลอสเซียม (Colosseum) ประมาณ 260 เมตร หรือจะเลือกเดินทางด้วยบัส โดยสถานีบัสที่ใกล้ที่สุดคือ ออสเตียนเซ/มัตเตอุซซี่ (Ostiense/Matteucci) ซึ่งอยู่ห่างจากโคลอสเซียม (Colosseum) ประมาณ 220 เมตรเท่านั้น

จุดเช็คอินกรุงโรม

จุดเช็คอินกรุงโรม มหาวิหารติดอันดับของยุโรป

3. อิตาลีมีมหาวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของทวีปยุโรป

หนึ่งในเรื่องควรรู้ก่อนไปอิตาลี คือ ชาวอิตาเลียนนั้นส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิค มีมหาวิหารสำคัญ ได้แก่ “มหาวิหารฟลอเรนซ์แห่งวิหารซานตามาเรียเดลฟิออเร” (Florence Cathedral of Santa Maria del Fiore) หรือที่รู้จักกันในนามโบสถ์พระแม่แห่งดอกไม้หรือวิหารฟลอเรนซ์เป็นวิหารสไตล์โกธิค (Gothic) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยุโรป เป็นศูนย์กลางของเมืองฟลอเรนซ์ จุดเช็คอินกรุงโรม ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือเรอเนสซองส์ สถาปัตยกรรมโรมัน

จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้คือโดมสีส้มขนาดใหญ่และโครงสร้างภายนอกอาคารที่เป็นหินอ่อนสีขาว แต่งด้วยหินสีเขียวและชมพูที่ได้รับการตกแต่งด้วยหินแกะสลัก เป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมที่สร้างในแบบนีโอโกธิค (Neo-gothic) ที่มีภาพโมเสกตกแต่งเหนือซุ้มประตู และมีหอระฆังสูง 85 เมตรอยู่บริเวณด้านข้าง ด้านภายในมหาวิหารนั้นประกอบไปด้วยหน้าต่างที่เป็นกระจกหลากหลายสี และมีภาพเขียนบนฝาผนัง ออกแบบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคเรอเนสซองส์อีกด้วย

เปิดให้บริการทุกวัน โดยวันจันทร์ อังคาร พุธ และวันศุกร์จะเปิดให้บริการในเวลา 10.00–17.00 น. วันพฤหัสบดี เปิดให้บริการในเวลา 10.00–15.30 น. วันเสาร์เปิดให้บริการเวลา 10.00–16.45 น. ส่วนวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดให้บริการในเวลา 13.30–16.45 น.

ในส่วนของการเดินทาง หากเริ่มจากสถานีรถไฟหลักของเมืองฟลอเรนซ์อย่างฟิเรนเซ่ ซานตา มาเรีย โนเวลลา (Firenze Santa Maria Novella) สามารถเดินไปจัตุรัส Piazza del Duomo ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิหารได้ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น

4. เวนิส อิตาลี เมืองที่มีคลองมาที่สุดในโลก

เวนิส เป็นเมืองหลวงของแคว้นเนโต ประเทศอิตาลี มีประชากรเพียง 2 แสนกว่าคนเท่านั้น เมืองเวนิสถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย (Venetian Lagoon) เป็นเมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีการใช้คลองในการคมนาคมมากที่สุด มีอาคาร ร้าน บ้านเมืองตั้งอยู่ริมคลอง มีนักเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากที่สุดติดอันดับหนึ่งของโลก มีประมาณ 33 ล้านคนต่อปี เวนิสมีเรือบริการในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ของเมืองอย่างสะดวกสบาย มีการบริการท่องเที่ยวชมทิวทัศน์ธรรมชาติของ 2 ฝั่งคลองโดยทางเรือหรือที่เรียกว่ากอนโดลา (Gondola) นับเป็นเมืองที่คลองมากกว่าถนนอีกเมืองหนึ่ง ใครที่ไม่อยากพลาดเที่ยวชมเมืองนี้ สามารถจองบริการนำเที่ยวจากไกด์ท้องถิ่น ล่องเรือกอนโดลา และเดินเล่นในตัวเมือง

5. น้ำพุเสี่ยงดวง

มาต่อกันที่ “น้ำพุเทรวี่” (Trevi Fountain) น้ำพุแบบบาโรก (Baroque) ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม เป็นทั้งลานน้ำพุและอนุสรณ์สถานที่จัดได้ว่าสวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แถมยังขึ้นเชื่อเรื่องความเชื่อเกี่ยวการโยนเหรียญอธิษฐานที่เป็นเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยวไปลองเสี่ยงดวงกันอีกด้วย ทุกคนสามารถใช้เหรียญสกุลเงินใดก็ได้อธิษฐาน อาจจะขอให้ได้กลับมาที่กรุงโรมอีกครั้งหรืออธิษฐานในเรื่องอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน โดยจะต้องหันหลังแล้วโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้าย เพื่อให้เหรียญหล่นลงไปในน้ำพุให้ได้ หากทำสำเร็จเชื่อกันว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

ในตอนกลางวันน้ำพุแห่งนี้มีแสงอาทิตย์สาดส่องให้สวยงามสดใส ดูมีชีวิตชีวา ส่วนในยามค่ำคืนจะมีแสงของหลอดไฟจากบริเวณน้ำพุร่วมกับแสงจากดวงจันทร์เป็นตัวช่วยให้น้ำพดูงดงาม และน่าหลงใหลเป็นอย่างมาก ใครที่อยากชมเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปนี้

เที่ยวกรุงโรมได้ง่าย ๆ สะดวกสบายแน่นอนด้วย

6. Roma pass บัตรเดียวเที่ยวทั่วโรม

สำหรับใครที่มีแพลนหลักที่จะท่องเที่ยวในเมืองหลวงอย่างกรุงโรมอย่างน้อย 2-3 วันขึ้นไปไม่ควรพลาดอย่างยิ่งสำหรับตั๋วแพ็คเกจในการเดินทางท่องเที่ยวภายในโรมที่ชื่อว่า “โรม่า พาส” (Roma pass) ใบนี้ ที่รวมเอาค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และการเดินทางภายในกรุงโรมมาไว้ในใบเดียวกัน สามารถใช้ได้กับรถไฟใต้ดิน Metro, รถราง และรถบัสโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง รวมทั้งเป็นบัตรผ่านเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ บางแห่งของกรุงโรมได้ หรือจะใช้เป็นบัตรส่วนลดสำหรับร้านค้าบางร้านตามเงื่อนไขของบัตรได้อีกด้วย สามารถหาซื้อได้กับตัวแทนที่มีอยู่ทั่วไปตามสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะๆ

7. กระเป๋าใหญ่ต้องฝากก่อน

หนึ่งเรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนไปอิตาลี คือ การห้ามนำกระเป๋าขนาดใหญ่เข้าพิพิธภัณฑ์หรือโบสถ์ นั่นเอง เป็นที่รู้กันดีว่าบรรดาเมืองต่างๆ ของอิตาลี จะมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์มากมาย และยิ่งถ้าเรามีแพลนเที่ยวตั้งแต่วันแรกหลังจากเครื่องแลนดิ้ง ในขณะที่ยังไม่สามารถเช็คอินเข้าที่พักได้แล้วล่ะก็ ต้องวางแพลนให้ดีขึ้นไปอีก เริ่มจากการเลือกไฟลท์บินที่เดินทางมาถึงเมืองต่างๆ ในช่วงบ่ายโมง เพราะเวลาเช็คอินของที่พักร้อยละ 99% จะเริ่มหลังบ่ายสอง ดังนั้นหากจำเป็นจริงๆ ควรติดต่อที่พักเพื่อนำกระเป๋าไปฝากก่อน หรือหาข้อมูลของล็อคเกอร์รับฝากกระเป๋าตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ ให้ดีก่อน (มีค่าใช้จ่ายนะจ๊ะ) จะได้ไม่เสียเที่ยว ในส่วนของล็อคเกอะนั้นก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน เนื่องจากกระเป๋าที่สามารถฝากได้ส่วนใหญ่จะเป็นไซส์เคบินหรือแบบที่สามารถนำขึ้นเครื่องได้เท่านั้น

8. Gelato ของดีที่ไม่ควรพลาด

เชื่อว่าทุกคนต้องเคยได้ยินหรือเคยชิมไอติมเจลาโต้ (Gelato) แน่ๆ แต่อาจจะไม่รู้ว่าเจลาโต้นั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อิตาลี เจลาโต้เป็นไอติมรสเลิศที่ต่างจากไอติมทั่วไป เพราะรสชาติจะเข้มข้นกว่ามาก อย่างเช่นรสสตรอเบอร์รี่ของทั่วไปจะเป็นรสจางๆ และมักทำจากสตรอเบอร์รี่สังเคราะห์ แต่เจลาโต้จะนำผลไม้จริงๆ มาใช้ ทำให้ได้รสชาติแบบเรียลๆ ผลไม้เน้นๆ เจลาโต้ ผลไม้ นอกจากนี้เจลาโต้ยังมีไขมันเนยน้อยกว่า ทำให้เนื้อละลายง่ายกว่า ละมุนมาก ถ้าได้ไปถึงอิตาลี ต้องลองให้ได้สักครั้ง

 

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม>>>เดิมพันฟรีเครดิต